สุขภาพ ไม่มีปัญหา

    Share

    Admin
    .....
    .....

    Posts : 985
    Joined : 02/02/2009
    Location : somewhere in cyber space
    Karma : 1000001

    สุขภาพ ไม่มีปัญหา

    ตั้งหัวข้อ  Admin on Fri Nov 20, 2009 9:58 am

    TIPS for Long Life

    1. ร่างกายประกอบไปด้วยน้ำถึง 60 % ( คิดจากน้ำหนัก ) และจะสูญเสียน้ำวันละประมาณ 2 ลิตร จากเหงื่อ , ปัสสาวะ และการหายใจ ….นี่แค่อยู่เฉยๆ นะ ถ้าต้องออกกำลังด้วย ก็ต้องคิดเพิ่มต่างหาก ดังนั้นควรดื่มน้ำเข้าไปทดแทนอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และถ้าเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายก็ควร( ต้อง ) ดื่มเพิ่มขึ้นอีกชั่วโมงละ 1 ลิตร ( 4 แก้ว )

    2. ถ้ารู้สึกปวดหัว หรือเวียนหัว ลองดื่มน้ำเข้าไปสักแก้วสองแก้วก่อนจะไปหายาแก้ปวด เพราะเนื้อสมองนั้นประกอบด้วยน้ำถึง 85 % ดังนั้นร่างกายขาดน้ำไปแค่หน่อยเดียว อาการปวดหัวก็จะถามหาเอาง่ายๆั

    3. แม้จะรู้ ๆ กันว่าต้องดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่ก็มีแค่ 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่จะทำได้ ลองหมั่นสังเกตปัสสาวะที่มีสีเข้มๆ หรือลองดึงหลังมือดู ถ้าเนื้อเด้งกลับอย่างช้าๆ ก็แปลว่าร่างกายขาดน้ำแล้วล่ะ

    4. เลี่ยงการดื่มน้ำอัดลมทุกชนิด เพราะฟองก๊าซที่ผสมอยู่นั้นมีสภาพเป็นกรด ซึ่งนอกจากจะไม่ดีต่อกระเพาะแล้ว ยังทำให้เรอออกมาด้วย

    5. น้ำแร่สำหรับดื่ม แต่ละยี่ห้อนั้นจะมีส่วนผสมของแร่ธาตุต่างๆ ไม่เท่ากัน แต่ถ้าชอบจริงๆ ก็พยายามเลือกยี่ห้อที่มีโซเดียมผสมอยู่น้อยที่สุด

    6. เลือกรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบเยอะๆ เช่น นม มะเขือเทศ แตงกวา ฟัก ฯลฯ

    7. เลี่ยงการอาบน้ำอุ่น ( จัด ) ในตอนเช้าำ เพราะการอาบ หรือแช่น้ำที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ( ขึ้นไป ) นานกว่า 5 นาที จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้ … เก็บน้ำอุ่นไว้อาบตอนเย็นหลังเลิกงาน หรือก่อนเข้านอนจะดีกว่ากันเยอะ

    8. งดดื่มน้ำก่อนเข้านอน 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ไตขับน้ำลงไปอยู่ในกระเพาะปัสสาวะทั้งหมดเสียก่อน จะได้เข้าห้องน้ำทีเดียวก่อนเข้านอน ไม่ต้องลุกขึ้นมากลางดึกให้เสียอารมณ์

    9. เดินวันละ 30 นาทีเป็นประจำ จะทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    10. แปรงฟันแบบแห้ง ๆ ด้วยแปรงนุ่มๆ จากนั้นก็บ้วนน้ำทิ้งเสียรอบนึง ตามด้วยการแปรงฟันด้วยยาสีฟันตามปกติ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นอีก 60 % แถมลดอาการเลือดออกตามไรฟันได้อีก 50 %

    11. ทดสอบประสิทธิภาพของปอดได้ง่ายๆ ด้วยการถือเทียนที่จุดไฟติดแล้วไว้ห่างจากปาก 15 ซม. อ้าปากหายใจเข้าให้เต็มที่แล้วเป่าลม " ฮ่อ " ออกมาจากปากโดยไม่ห่อปาก ถ้าเปลวไฟดับได้ ก็แปลว่าปอดคุณยังแจ๋วอยู่

    12. ทดสอบการได้ยินของหู ด้วยการเข้าไปอยู่ในห้องเงียบๆ ยื่นแขนออกไปด้านข้างให้สุด แล้วใช้นิ้วโป้ง กับนิ้วชี้ถูกันไปมา หดแขนเข้ามาหาตัวช้าๆ เมื่อหูสามารถได้ยินเสียงถูนิ้ว ก็ให้วัดระยะจากหูถึงนิ้วไว้ แล้วทดสอบกับหูอีกข้าง ผู้ที่มีความปกติจะได้ยินเสียงถูนิ้วในระยะห่าง 15-20 ซ.ม.

    13. งีบกลางวันสัก 20 นาที ทุกๆ วัน จะช่วยคลายเครียด และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น แต่อย่างีบนานกว่านั้น เพราะจะทำให้ง่วงตลอดบ่ายแทน และเวลาเหมาะสมคือ ถ้าคุณตื่นนอนตอนเช้าเวลา 6 โมง ก็ควรงีบตอนบ่ายสอง

    14. การออกกำลังกาย ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ เพราะอาหาร และออกซิเจนสามารถไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น แถมยังทำให้อารมณ์แจ่มใสด้วย

    15. ผู้สูงอายุทั้งหลายอย่าอยู่โดดเดี่ยว การวิจัยจากทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าการเข้าสังคม หรือมีเพื่อนฝูงตลอดเวลาสามารถยืดอายุคนไปได้อีกไม่ต่ำกว่า 5 ปีเชียวนะ

    16. ชีวิตสมรสที่ไม่ราบรื่น จะเพิ่มอัตราการเจ็บป่วย ( ด้วยโรคภัย ) ขึ้นมากถึง 35 % และทำให้อายุสั้นลงอีกถึง 4 ปี นี่เป็นตัวเลขโดยเฉลี่ยนะจ๊ะ เพราะถ้ารวมตัวเลขโหดๆ ประเภทอัตราบาดเจ็บจากการทำร้ายร่างกายกันและกันเข้าไปด้วย เดี๋ยวจะอยู่เป็นโสดกันทั้งเมือง

    17. เพศชายเป็นนักสร้างสรรค์ ดังนั้นถ้าอยากมีสุขภาพจิตดี ต้องหมั่นตั้งเป้าหมาย หรือสร้างฝันอยู่ตลอดเวลา แล้วก็พยายามสร้าง หรือไขว่คว้ามาให้ได้ด้วย แต่ก็อย่าจริงจังจนกลายเป็นโรคเครียดแทนล่ะ

    18. การนอนหลับวันละ 7-9 ชั่วโมง เป็นสิ่งสำคัญตลอดชีวิตของมนุษย์ ดังนั้นเพื่อให้นอนหลับอย่างมประสิทธิภาพ ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน ( กาแฟ ) และนิโคติน ( บุหรี่ ) ตลอดช่วงบ่ายยาวจนถึงเข้านอน เข้านอนให้เป็นเวลาทุกคืน อย่าดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ หรือทานของกินบนที่นอน เพราะที่นอนนั้นเอาไว้นอนหลับ กับทำอะไรนอนๆ เท่านั้น และถ้านอนไม่หลับภายในครึ่งชั่วโมง ก็จงลุกออกไปหาอะไรที่ผ่อนคลายทำไปก่อน ( เช่น อ่านหนังสือ ) จนกว่าจะรู้สึกง่วง ค่อยกลับขึ้นเตียงอีกครั้ง

    19. อาการนอนกรนเกิดขึ้นเฉพาะเวลานอนหงายเท่านั้น ดังนั้นการแก้ไขง่ายๆ คือหาวิธีไม่ให้นอนหงาย ด้วยการสวมเสื้อยืดที่มีกระเป๋าเสื้ออยู่ด้านหลังหลัง แล้วเอาลูกกอล์ฟใส่ไว้ในกระเป๋านั้น ให้เป็นเครื่องปลุกเวลาพลิกตัวนอนหงาย ก่อนที่จะโดนคนข้างๆ ตัวปลุกแบบไม่สุนทรี

    20. หยุดอาการสะอึกได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ก้อนน้ำแข็งโป๊ะบริเวณลูกกระเดือก เพราะความเย็นจะไปชะลอสัญญาณกระตุ้นจากสมอง ที่จะไปยังกระบังลมให้ช้าลง

    21. อาการปวดหลังเมื่อขับรถนานๆ เกิดจากการนั่งหลังโก่ง แก้ไขง่ายๆ ด้วยการปรับกระจกมองหลังให้เงยขึ้น ซึ่งจะช่วยบังคับให้ต้องนั่งตัวตรงโดยธรรมชาติ

    22. ลดความเครียดด้วยการทานกล้วยหอมวันละใบ เพราะสารโปรแตสเซียมในกล้วย ช่วยลดความดันโลหิตได้

    23. น้ำส้มคั้นสามารถแก้อาการเมาค้างได้เป็นอย่างดี เพราะปริมาณฟรุคโตสมากๆ จะเร่งให้ร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นอีก 25 %

    24. มีมะเร็งร้ายที่ถ่ายทอดโดยพันธุ์กรรมเพียง 10 % เท่านั้น ที่เหลือเป็นผลจากสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ดี การทานผักผลไม้ให้มากๆ ในแต่ละวัน จะลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในทางเดินอาหารได้มากถึง 70 %

    25. สารเมลาโทนินที่มีมากในผลเชอรี่ ช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

    26. จากการวิจัยพบว่า แค่ทานซอสมะเขือเทศบ่อยๆ เป็นประจำ ก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในอัณฑะได้ถึง 34 % และจะได้ผลมากขึ้นถ้าทานมะเขือเทศสดๆ เป็นประจำ แต่ถ้าไม่ชอบรสชาดก็ให้หันไปทานแตงโมแทน ก็จะได้ผลเหมือนกัน

    27. ทานปลาแซลมอนแค่สัปดาห์ละมื้อ เป็นประจำ ก็ลดอัตราการเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ถึง 50 % เพราะปลาแซลมอนมีกรดไขมันที่เรียกว่า โอเมก้าทรี ( Omega-3 ) อย่างมาก กว่าปลาชนิดอื่น ซึ่งนอกจากมีประโยชน์ต่อหัวใจแล้ว ยังช่วยลดอาการไขข้ออักเสบต่างๆ ได้อีกด้วย แต่รายงานไม่ได้บอกว่ากิน " ปลาทู " แทนจะได้หรือป่าว ?

    28. ผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด มันฮ่อ ฯลฯ มีวิตามิน E อยู่เยอะ ซึ่งช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี และจากการวิจัยยังพบว่าผู้ที่ทานผลไม้เปลือกแข็งเหล่านี้ ยังมีอัตราการเป็นโรคหัวใจต่ำมาก

    29. กระเทียมมีสารต้านไวรัสอยู่เยอะแยะ และยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกายได้อย่างดี จึงเป็นอาหารต้านหวัดหมายเลขหนึ่ง ที่ยังไม่มีใครแย่งตำแหน่งไปได้

    30. แก้ปัญหาขอบตาคล้ำ ด้วยการทานสัปปะรด กับมะละกอเยอะๆ เพราะเอนไซม์ที่มีมากในผลไม้ทั้งสองอย่างนี้ ช่วยทำให้เนื้อเยื่อดูดซับเลือดที่จับตั วแข็งเป็นก้อนๆ ทั้งหลายได้ดี

    31. ลดน้ำหนักง่ายๆ โดยไม่ต้องอดอาหาร ด้วยการเหลืออาหารไว้ 1 ใน 5 ของปริมาณที่คุณทานตามปกติ รอสัก 20 นาทีก็จะรู้สึกอิ่มได้เองเหมือนๆ กับการโซ้ยจนหมดจาน ทั้งนี้เพราะกว่าร่างกายจะย่อยอาหาร และซึมซับสารต่างๆ เข้าสู่กระแสเลือดนั้น ต้องใช้เวลาพอสมควร ก็ราวๆ 20 นาที ที่ให้รอนั่นแหละ


    หมายเหตุ คัดลอกมาจากนิตยาสาร MBT ประจำเดือน ตุลาคม 2546 ฉบับที่ 63

    ปล. ผมไม่ใช่ หมอ และ ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


    ==============================================================================================================
    ______________________________________ .......L.. is thinking...., please wait.......

    Admin
    .....
    .....

    Posts : 985
    Joined : 02/02/2009
    Location : somewhere in cyber space
    Karma : 1000001

    Re: สุขภาพ ไม่มีปัญหา

    ตั้งหัวข้อ  Admin on Tue Nov 24, 2009 8:40 am

    ตัววัดต่าง ๆ ของผลการตรวจเลือด

    A/G RATIO (Albumin/Globulin Ratio) เป็นอัตราส่วนของโปรตีน 2 ชนิด คือ Albumin ต่อ Globulin
    • ค่าที่ต่ำพบได้ในโรคที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต และการติดเชื้อ
    • ถ้าสูงเกินไปไม่มีความสำคัญมากนัก
    Range: 0.8 - 2.0

    ALBUMIN เป็นรูปแบบของโปรตีนส่วนใหญ่ที่พบในเลือด ถูกสร้างโดยตับจากกรดอมิโนที่ได้รับจากอาหาร
    • ค่าที่ต่ำแสดงถึง ภาวะขาดอาหาร ท้องเสีย ไข้ ติดเชื้อ โรคตับ ขาดสารอาหารประเภทเหล็ก
    Range: 3.2 - 5.0 g/dl

    ALKALINE PHOSPHATASE เป็นสารเอ็นไซม์ที่สร้างจากตับและกระดูก
    • ค่าสูงขึ้นเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะโรคของตับ หรือ กระดูก สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงมะเร็งได้
    • ค่าที่ต่ำกว่าปกติเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะขาดโปรตีน ขาดอาหาร ขาดวิตามิน
    Range: 20 - 125 U/L

    BILIRUBIN ถูกผลิตภายในร่างกายจากการสลายฮีโมโกลบินและเม็ดเลือดแดงเนื่องจากหมดอายุ หรือเม็ดเลือดแดงแตกสลาย ตับจะขับสารนี้ออกจากเลือดไปทางน้ำดี Bilirubin เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีให้ทราบถึงภาวะการทำงานของตับ
    • การเพิ่มขึ้นของ Bilirubin เป็นเพราะ ตับอักเสบ ภาวะตับล้มเหลว ท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะเลือดถูกทำลายมากเกินไป
    Range: 0 - 1.3 mg/dl

    BLOOD UREA NITROGEN (BUN) เป็นของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีน ถูกขับถ่ายโดยไต
    • ค่าที่สูงบ่งชี้ว่า ไตทำงานไม่ดี ทานอาหารประเภทโปรตีนมากเกินไป ยาบางชนิด ดื่มน้ำน้อยไป เลือดออกในลำไส้เล็ก
    • ค่าที่ต่ำบ่งชี้ว่าขาดอาหาร การดูดซึมอาหารไม่ดี ตับเสีย
    Range: 7 - 25 mg/dl

    CO2 (Carbon Dioxide) ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์มีความสัมพันธ์กับการฟอกเลือดเพื่อแลกเปลี่ยนอากาศที่ปอด
    • ค่านี้ใช้ประกอบกับการตรวจสารประเภทเกลือแร่ต่างๆภายในร่างกายเพื่อเป็นประโยชน์ในการบ่งชี้ภาวะความเป็นกรด-ด่างภายในร่างกาย
    Range: 22 - 32 mEq/L

    CALCIUM เป็นเกลือแร่ที่มีมากที่สุดภายในร่างกาย ระดับภายในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่วงแคบๆ มีความสำคัญมากกับการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ การแข็งตัวของเลือด และอื่นๆ
    • ค่าที่สูงบ่งชี้ถึง ภาวะการทำงานมากเกินของฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ โรคกระดูก ทานอาหารที่มีแคลเช๊ยมมากเกินไป ยาบางชนิด
    • ภาวะที่แคลเซี่ยมต่ำอาจทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ มีสาเหตุจาก การทำงานน้อยกว่าปกติของต่อมพาราธัยรอยด์ โรคไต ภาวะพร่องวิตามิน D
    Range: 8.5 - 10.3 mEq/dl

    CHOLESTEROL เป็นสารประเภทไขมันที่สำคัญมากในร่างกาย เป็นวัตถุดิบของสารจำเป็นมากมาย ถูกสังเคราะห์ภายในร่างกายโดยตับ และได้รับจากอาหาร เมื่ออยู่ในเลือดจะจับรวมกับโปรตีนเรียกว่า Lipoprotein ซึ่งมี 2 รูปแบบที่สำคัญคือ LDL, HDL ดังนั้นค่า Cholesterol ที่ตรวจวัดได้จึงเป็นค่าที่รวมกันของ LDL, HDL
    • ค่าที่สูง จะเพิ่มความเสียงต่อการเป็นโรคหัวใจ โดยเกิดการหนา แข็งตัวของเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ
    • ค่าที่ต่ำ พบได้ในภาวะขาดอาหาร ตับทำงานไม่ดี โลหิตจาง
    Range: 120 - 240 mg/dl

    CHLORIDE เป็นเกลือแร่ที่สำคัญตัวหนึ่งที่สำคัญในการดำรงอยู่ของเซลล์
    • ค่าสูง สัมพันธ์กับภาวะความเป็นกรดของเลือด
    • ค่าต่ำ ร่วมกับค่า Albumin ที่ต่ำลง หมายถึงภาวะบวมน้ำ
    Range: 95 - 112 mEq/L

    CREATININE เป็นของเสียที่เกิดจากกล้ามเนื้อ และเป็นค่าบ่งชี้ภาวะการทำงานของไต
    • ค่าสูง โดยเฉพาะถ้า BUN สูงด้วย หมายถึง โรคไต
    • ค่าต่ำ พบได้ใน โรคไต โรคตับ
    Range: 0.7 - 1.4 mg/dl

    FERRITIN คือโปรตีนที่มีส่วนประกอบของแร่เหล็กด้วย พบในเซลล์ และในเลือด เป็นค่าบ่งชี้สถานะของแร่เหล็กภายในร่างกาย
    • ค่าสูง พบได้ในสภาวะหลายๆอย่างได้แก่ การอักเสบทั้งชนิดที่ติดเชื้อ และไม่ติดเชื้อ โรคตับ Hemochromatosis
    GGT (Gamma-Glutamyl Transpeptidase) เกี่ยวข้องในชบวนการขนส่งกรดอมิโนเข้าสู่เซลล์ พบได้มากในตับ ดังนั้นจึงใช้เป็นตัวบ่งชี้ได้ดีถึงการดื่มแอลกอฮอล์
    • ค่าสูงพบได้ในผู้ติดเหล้า โรคตับ ท่อน้ำดีอุดตัน
    Range: 0 - 65 U/L

    GLOBULIN เป็นชื่อของกลุ่มโปรตีนกลุ่มหนึ่งนอกเหนือจาก Albumin ค่านี้ได้จากการนำค่า Total Protein ลบด้วยค่า Albumin
    • ค่าสูง พบในภาวะอักเสบติดเชื้อเรื้อรัง โรคตับ โรคข้ออักเสบ Rheumatoid arthritis และ Lupus
    • ค่าต่ำพบได้ในภาวะโรคไตบางชนิด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง อื่นๆ
    Range: 2.2 - 4.2 g/dl

    GLUCOSE เป็นผลผลิตจากการย่อยคาร์โบไฮเดรต และไกลโคเจนที่ตับ เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย
    • ค่าสูง พบในโรคเบาหวาน โรคตับ ตับอ่อนอักเสบ
    • ค่าต่ำ พบในโรคตับ ภาวะอินซูลินมากเกินไป ธัยรอยด์ทำงานน้อยผิดปกติ
    Range: 60 - 115 mg/dl

    HDL (High-Density Lipoprotein)
    • ค่าสูงเป็นสัญญาณที่แสดงถึงภาวะการเผาผลาญอาหารที่ดี เนื่องจาก HDL ช่วยหยุดยั้งการดูดจับ LDL ของเซลล์ และเป็นตัวพาหะนำคลอเรสเตอรอลจากอวัยวะส่วนต่างๆนำกลับไปสู่ตับซึ่งจะถูก กำจัดออกไป
    Range: 35 - 135 mg/dl

    HEMATOCRIT (HCT) วัดความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในเลือด ปกติเท่ากับ 45 % โดยทั่วไปผู้หญิงจะต่ำกว่าผู้ชาย
    • ค่าสูง คือ ภาวะขาดน้ำ
    • ค่าต่ำ คือ โลหิตจาง
    Range: 37 - 54 %

    HEMOGLOBIN (HGB) เป็นสารสีแดงที่สำคัญในเม็ดเลือดแดง กล่าวคือทำหน้าที่นำออกซิเจนไปสู่เซลล์ นำคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปขับออกที่ปอด พบในเม็ดเลือดแดงมากถึง 1 ใน 3 ของเม็ดเลือดแดง
    • ค่าต่ำ หมายถึง ขาดอาหาร เสียเลือดมาก
    Range: 14 - 18 %

    IRON เหล็กมีความจำเป็นในการสร้าง โปรตีน ฮีโมโกลบิน Cytochrome & Myoglobin
    • ค่าสูง พบใน ตับเสื่อมเสียหาย , Pernicious anemia, Hemolytic anemia, Hemochromitosis
    • ค่าต่ำ พบในโลหิตจาง ขาดแร่ธาตุทองแดง ทานวิตามินซีน้อย โรคตับ การติดเชื้อเรื้อรัง ทานแคลเซียมมากไป หญิงมีรอบเดือนมาก
    Range: 30 - 170 mcg/dl

    LAH (Lactic Acid Dehydrogenase) เป็นเอ็นไซม์พบที่ไต หัวใจ กล้ามเนื้อ สมอง ตับ ปอด
    • ค่าสูง พบใน ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย กล้ามเนื้อปอดตาย
    Range: 0 - 250 u/L

    LDH (Lactate Dehydrogenase) เป็นเอ็นไซม์ในเซลล์ส่วนใหญ่ทั่วร่างกาย ดังนั้นถ้าเซลล์ตาย LDH จะถูกปลดปล่อยออกมา
    • ค่าสูงเพิ่มเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ค่าอื่นที่เกี่ยวข้องไม่เกี่ยวข้อง ไม่ถือว่าผิดปกติอะไร
    LDL ตรงข้ามกับ HDL ยิ่งมากยิ่งไม่ดี
    • ค่าสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดแข็ง
    Range: 62 - 130 mg/dl

    LYMPHOCYTES เป็นเม็ดเลือดขาวที่ต่อต้านกับเชื้อโรคโดยเฉพาะไวรัส เช่น หัด หัดเยอรมัน อีสุกอีใส
    • ค่าสูง จึงมักหมายถึงการติดเชื้อไวรัส
    • ค่าต่ำ หมายถึง ภาวะภูมิคุ้มกันไม่ดี ขณะเดียวกัน ถ้า Neutrophil สูงขึ้นหมายถึงภาวะมีการติดเชื้อ
    Range: 18 - 48 %

    MCHC (Mean Corpuscular Hemoglobin Concentration) ตรวจวัดค่าความเข้มข้นของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง มีประโยชน์ในการประเมินผลการรักษาโรคโลหิตจาง
    • ค่าสูง พบได้ใน Spherocytosis
    • ค่าต่ำ พบได้ใน ภาวะขาดเหล็ก, สูญเสียเลือด, ธาลัสซีเมีย
    Range: 32 - 36 %

    MONOCYTES เป็นเซลล์ที่มีประโยชน์ในการต่อสู้กับเชื้อจุลินทรีย์ในการติดเชื้อ เป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบการไหลเวียนโลหิต
    • ค่าสูง หมายถึง การอักเสบเรื้อรัง, มะเร็ง, ลิวคีเมีย
    • ค่าต่ำ แสดงถึงภาวะสุขภาพไม่ดี
    Range: 0 - 9 %

    PHOSPHORUS เป็นแร่ธาตุที่มีมากในร่างกาย ( แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุด ) อาหารที่รับประทานมีผลต่อ Phosphorus ในเลือดมาก ตัวนี้จะต้องดูควบคู่ไปกับระดับแคลเซียมในเลือด เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญในการเคลื่อนย้ายของแคลเซียม และ รักษาความเป็นกรดด่างภายในร่างกาย
    Range : 2.5 - 4.5 mEq/dl

    POTASSIUM เป็นแร่ธาตุ พบมากภายในตัวเซลล์มากกว่าในเลือดถึง 25 เท่า มีความสำคัญมากในการทำงานของเซลล์ การทำงานของกล้ามเนื้อ และหัวใจ ถือเป็นตัวที่มีความสำคัญมาก
    • ค่าต่ำ พบได้ในกรณี อาเจียนอย่างรุนแรง ท้องร่วง โรคไต ได้รับยาขับปัสสาวะบางตัว
    Range: 3.5 - 5.5 mEq/L

    PLATELETS เป็นชิ้นส่วนของเม็ดเลือดแดง มีขนาดเล็กกว่าเม็ดเลือดแดงมาก ในเลือด 1 หยด จะมีเม็ดเลือดแดง 5,000,000 เซลล์ มีเกล็ดเลือดประมาณ 140,000 - 450,000 มีความสำคัญในการแข็งตัวของเลือดเมื่อมีแผลเพื่อป้องกันการเสียเลือดมากเกิน ไป
    • ค่าสูง ได้แก่ โรคของไขกระดูกซึ่งเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด
    • ค่าต่ำ อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน และอีกหลายๆโรค
    Range : 130 - 400 thous

    PROTEIN โปรตีนมีความสำคัญมาก เป็นเอ็นไซม์ต่างๆ ฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน ปรับรักษาระดับความเป็นกรด ด่างในร่างกาย เป็นอาหาร แหล่งพลังงาน มีโปรตีนที่สำคัญหลายชนิด ที่น่าสนใจได้แก่ Albumin และ Globulin
    • ค่าสูง พบได้ใน Lupus, โรคตับ, การอักเสบเรื้อรัง, ลิวคีเมีย, อื่นๆ
    • ค่าต่ำ พบใน ขาดอาหาร, โรคตับ , การดูดซึมอาหารไม่ดี
    Range : 6.0 - 8.5 g/dl

    RED BLOOD CELL COUNT (RBC) เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่นำพาออกซิเจนไปตามเลือดไปให้เซลล์ต่างๆและขนคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปทิ้งที่ปอด
    ในเลือดหยดหนึ่ง มีเม็ดเลือดแดงมากถึงประมาณ 5 ล้านเซลล์ ถูกผลิตจากไขกระดูก
    Range : 4.2 - 5.6 mill/mcl

    RETICULOCYTE COUNT คือเม็ดเลือดแดงที่ยังอ่อนอยู่ ซึ่งไม่ควรมีมากนักในเลือด
    SODIUM เป็นแร่ธาตุ เป็น 1 ใน 4 ของแร่ธาตุที่พบมากในร่างกาย มีความสำคัญต่อความสมดุลย์ของเกลือและน้ำ การนำกระแสประสาท
    • ค่าสูง พบใน สูญเสียน้ำมากเกินไป
    • ค่าต่ำ พบใน ท้องร่วง, โรคไต
    Range: 135 - 146 mEq/L

    TRANSAMINASE SGOT (AST) Serum Glutamic Oxalocetic Transaminase คือเอ็นไซม์ที่พบได้ใน หัวใจ, ตับ, กล้ามเนื้อ
    • ค่าสูง พบใน ภายหลังภาวะ Heart Attack , โรคตับ, โรคการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ
    Range: 0 - 42 U/L

    TRANSAMINASE SGPT (ALT) Serum Glutamic Pyruvic Transaminase เป็นเอ็นไซม์ที่พบได้ใน ตับเป็นหลัก ในกล้ามเนื้อพบได้บ้าง ดังนั้นค่านี้จึงจำเพาะเจาะจงถึงโรคตับมากกว่า SGOT หรือ AST
    • ค่าสูง พบใน โรคตับ
    Range: 0 - 48 U/L

    TRIGLYCERIDES คือรูปแบบของไขมันที่พบได้ในธรรมชาติ และรูปแบบของไขมันที่ถูกเก็บในร่างกายซึ่งจะถูกเก็บในเซลล์ไขมัน (Adipose Tissue) มีหน้าที่หลักคือ เป็นแหล่งของพลังงาน ระดับภายในร่างกายเปลี่ยนแปลงตามอาหารที่ทาน และอัตราการกำจัดออก
    • ค่าสูง พบได้ใน Artherosclerosis, Hypothyroidism, โรคตับ, ตับอ่อนอักเสบ, Myocardial Infarction, Metabolic disorders, Toxemia, Nephrotic Syndrome
    • ค่าต่ำ พบได้ใน Chronic obstructive pulmonary disease, Brain infarction, hyperthyroidism, malnutrition, malabsorption
    Range : 0 - 200 mg/dl

    URIC ACID เป็นของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญ ( metabolism ) ซึ่งจะถูกขับถ่ายโดยไต
    • ค่าสูง พบได้ใน ทานอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ , โรคเก๊าท์ , โรคไต, เบาหวาน, กำลังทานยาขับปัสสาวะบางชนิด
    • ค่าต่ำ พบใน โรคไต, Malabsorption, poor diet, liver damage
    Range : 3.5 - 7.5 mg/dl

    WHITE BLOOD CELL COUNT (WBC) เม็ดเลือดขาวมีหลายชนิด มีหน้าทีในการต่อสู้กับเชื้อโรคที่มารุกราน
    • ค่าสูง พบใน การติดเชื้อ , การบาดเจ็ล , หลังผ่าตัด
    • ค่าต่ำ พบใน ภาวะบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน
    Range : 3.8 - 10.8 thous/mcl

    PLASMA THROMBIN TIME (THROMBIN CLOTTING TIME) ตรวจสอบสภาพของ Fibrinogen เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยโรคตับ
    Range : 10 - 15 วินาที

    PLASMA AMMONIA ตรวจสภาพตับ วัดผลการรักษาโรคตับว่าอาการทรุด หรือ ฟื้นได้ดีเพียงใด ถ้าค่ายิ่งสูงจะหมายถึงสภาวะโคม่าของตับ

    TOTAL PROTEIN TEST
    ค่า สูง พบใน Polyclonal or monoclonal gammopathies, marked dehydration, ยาบางชนิด ได้แก่ Anabolic steroids, Androgens, Corticosteroids, Epinephrine
    ค่าต่ำ พบใน Protein-losing gastroenteropathis, acute burns, nephrotic syndrome, severe dietary protein deficiency, chronic liver disease, malabsorption syndrome, agammaglobulinemia


    ปล. ผมไม่ใช่ หมอ และ ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


    ==============================================================================================================
    ______________________________________ .......L.. is thinking...., please wait.......

    Teddy Bear
    ...
    ...

    Posts : 60
    Joined : 03/02/2009
    Karma : 0

    Re: สุขภาพ ไม่มีปัญหา

    ตั้งหัวข้อ  Teddy Bear on Thu Nov 26, 2009 2:17 pm

    ได้ความรู้ดีจัง บางตัวไม่เคยทราบมาก่อนเลยค่ะ Razz Razz Razz

    Admin
    .....
    .....

    Posts : 985
    Joined : 02/02/2009
    Location : somewhere in cyber space
    Karma : 1000001

    Re: สุขภาพ ไม่มีปัญหา

    ตั้งหัวข้อ  Admin on Tue Dec 01, 2009 2:14 pm

    การลดความอ้วนแบบ 'The Alternate-Day Diet'

    การออกกำลัง หรือฝึกกีฬาแบบ "หนักวัน-เบาวัน" หรือฝึกหนักวันหนึ่ง-ฝึกเบา(แรงปานกลาง)เป็นวิธีฝึกที่ช่วยให้ก้าวไกลไปได้ เร็ว และลดการบาดเจ็บให้น้อยลง
    ลองมาดูการลดความอ้วนแบบ กินหนักวัน-เบาวัน ซึ่งอาจทำให้ลดความอ้วนได้เร็วขึ้น
    ...

    จากการศึกษา ใหม่พบว่า การกินอาหารแบบหนักวัน-เบาวัน หรือในที่นี้คือ กินพอดีวันหนึ่งสลับกับกินน้อยๆ หน่อยวันหนึ่งอาจช่วยลดเสี่ยงโรคภูมิแพ้ เบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม ช่วยสมองอ่อนเยาว์ และอาจทำให้อายุยืนยาวได้ด้วย

    วิธี ลดความอ้วนแบบนี้มีชื่อว่า 'The Alternate-Day Diet' = อาหารวันเว้นวัน (alternate day = วันเว้นวัน), การอดอาหารเป็นพักๆ (intermittent fasting; intermittent = เป็นพักๆ เป็นช่วงๆ; fast = อดอาหาร), หรืออาหารอายุยืน (longevity diet; longevity = อายุืยืน; diet = อาหาร ลดความอ้วน)

    ...

    เทคนิคนี้ เป็น 1 ในเทคนิคที่นักเพาะกายบางท่านใช้ คือ วันไหนฝึกหนักก็กินเต็มที่-วันไหนไม่ได้ฝึกก็อดเต็มที่ (เช่น กินแต่ผักที่ไม่ต้มกับน้ำพริก ฯลฯ)

    เนื่องจากกล้ามเนื้อของคนเรามีลักษณะคล้ายปลาวาฬที่อยู่ในทะเลน้ำมันตื้นๆ (ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง)

    ...

    ถ้าปลาวาฬตัวเล็ก (กล้ามเล็ก) หรือทะเลน้ำมันลึก (ชั้นไขมันใต้ผิวหนังหนา) จะมองไม่เห็นกล้าม,

    ตรงกันข้ามกล้ามจะโผล่ออกมา (ให้เห็น) ได้ก็เมื่อปลาวาฬตัวโต (กล้ามใหญ่) หรือทะเลน้ำมันตื้น (ชั้นไขมันใต้ผิวหนังบาง)

    ...

    หลักการของการอาหารลดความอ้วนแบบวันเว้นวัน คือ กินหนักวัน-เบาวัน โดยวันที่เบาจะกินอาหารได้ไม่เกิน 50% ของวันหนัก

    เน้น ควบคุมอาหารให้กำลังงานหรือแคลอรี กินผักที่ไม่ใช่ผักแป้งสูง เช่น ผักใบเขียวต้ม ฯลฯ ได้ไม่จำกัด แต่ต้องควบคุมผักแป้งสูง เช่น ฟักทอง ฯลฯ

    ...

    กลไกที่เป็น ไปได้ คือ การกินอาหารแบบนี้ไปกระต้นยีนส์ผอม (skinny gene; skinny = ผอม คล้ายหนังหุ้มกระดูก; gene = กลุ่มรหัสพันธุกรรมหรือ DNA ที่แสดงผลได้) ซึ่งช่วยการเผาผลาญไขมัน

    ช่วง ปี thirties (= 30s = 1930-1939; บวก 543 จะได้ปี พ.ศ.) นักวิทยาศาสตร์พบว่า สัตว์ทดลอง เช่น หนู หนอน แมลงวันผลไม้ ฯลฯ ที่กินอาหารกำลังงาน (แคลอรี) ต่ำมากๆ มีอายุยืนขึ้น 30%

    ...

    สัตว์เหล่านี้ มีหลอดเลือดอุดตัน (จากคราบไข โคเลสเตอรอล) น้อยกว่า, มีระดับสารแสดงการอักเสบน้อยกว่า, ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า, เซลล์สมองเสื่อมสภาพน้อยกว่า

    แถมโรคเรื้อรังที่พบตอนอายุมากลดลง

    ...

    ผศ.ดร.คริ สตา วาดาดีจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ชิคาโก US กล่าวว่า อาหารลดความอ้วนทั่วๆ ไปมักจะลดกำลังงาน หรือแคลอรีลงจนเหลือ 20-40% ของอาหารเดิมทุกวัน

    เฉลี่ย คือ ให้กิน 1/3 ของที่เคยกิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากมากๆ เพราะทำให้หิวเรื้อรัง วิธีใหม่ให้ลดอาหารวันเว้นวันทำได้ง่ายกว่า

    ...

    การศึกษา ทำในคนไข้ 16 คน นาน 10 สัปดาห์ ให้กินอาหารสุขภาพวันหนึ่งสลับกับลดอาหารเหลือ 20% วันหนึ่ง พบว่า น้ำหนักลดลงในช่วง 10-30 ปอนด์ = 4.54-13.62 กิโลกรัม

    ปี 2546 อ.ดร.มาร์ค แมทท์ซันทำการทดลองในหนูพบว่า หนูที่ได้รับอาหารแบบวันเว้นวันมีสุขภาพดี และมีความพึงพอใจด้วย

    ...

    อ.นพ.เจมส์ จอห์นซัน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง 'The Alternate-Day Diet' = อาหารลดความอ้วนแบบวันเว้นวัน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง ท่านทดลองสูตรอาหารนี้กับตัวเองมา 5 ปีพบว่า น้ำหนักลดลง 35 ปอนด์ = 15.9 กก.ใน 11 สัปดาห์

    เรื่อง ที่น่าสนใจ คือ มีการศึกษาขนาดเล็ก (จำนวนกลุ่มตัวอย่างน้อย) คือ คนอ้วนที่เป็นโรคหอบหืด 10 รายมีอาการดีขึ้นมากเมื่อกินอาหารลดความอ้วนแบบวันเว้นวัน และลดน้ำหนักได้ 8%

    ...

    การศึกษา นี้ อ.ดร.จอห์นซันทำร่วมกับทีมวิจัยจากสถาบันความชราแห่งชาติ US และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด US พบว่า คนไข้โรคหอบหืดหายใจได้ดีขึ้น แถมยังมีระดับอนุมูลอิสระในเลือดลดลง 90%, สารเคมีบ่งชี้การอักเสบลดลง 70%

    ทว่า... ผลดีนี้ไม่ได้ยั่งยืนยาวนาน เนื่องจากเมื่อหยุดอาหารแบบนี้ 2 สัปดาห์, อาการหอบหืดก็กลับเป็นซ้ำอีก

    ...

    ตอนนี้นักวิจัยอังกฤษ (UK) กำลังศึกษาว่า อาหารแบบนี้ป้องกันมะเร็งเต้านมในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงได้หรือไม่

    อ. ดร.ไมเคิล ฮาร์วีกล่าวว่า อาหารแคลอรีต่ำมากระดับ 800 แคลอรี/วัน ลดการทำงานของเอนไซม์ (น้ำย่อย) ที่เผาผลาญไขมันและน้ำตาลกลูโคสในเนื้อเยื่อเต้านม ซึ่งเพิ่มขึ้นในคนไข้มะเร็ง

    ...

    2-3 ปีที่ ผ่า่นมา, มีการค้นพบยีนส์ SIRT1 หรือยีนส์ผอม (skinny gene) ที่พร้อมจะทำงานเมื่อคนเราอดอาหาร หรือขาดอาหาร, ยีนส์นี้ไปยับยั้งยีนส์อ้วนที่ชอบสะสมไขมัน

    อ. ดร.แมทท์ซันและคณะรายงานว่า ยีนส์นี้น่าจะอธิบายได้ว่า ทำไมสัตว์ที่อยู่ในภาวะกึ่งขาดอาหาร (semi-starvation) ถึงได้มีการอักเสบลดลง ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

    ...

    กลไกที่การ ลดอาหารแบบวันเว้นวันน่าจะดี คือ ถ้าเราอดอาหารทุกวัน, ร่างกายจะปรับลดอัตราการเผาผลาญอาหาร (metabolism) หลังการอดอาหารผ่านไป 48-72 ชั่วโมง

    ถ้า เป็นรถจะเปรียบคล้ายรถที่เปลี่ยนจากเกียร์เดินหน้าเป็นเกียร์ว่าง หรือไม่เปลี่ยนเกียร์แต่ขับช้าลงแบบถึงก็ช่าง-ไม่ถึงก็ช่าง, ถ้าเป็นหมีคืออยู่ในภาวะจำศีล เผาผลาญน้อย ผลคือ จะทำให้ลดความอ้วนได้ยากในระยะยาว

    ...

    อ.แคเตอรีน คอลลินส์ โฆษกสมาคมโภชนาการสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญ คือ ขอให้กินโปรตีน และเส้นใย (ไฟเบอร์) ให้พอเสมอ

    ส่วน อ.ดร.ฮาร์วีกล่าวว่า ตอนนี้กำลังทำการศึกษาว่า ถ้าจะลองปรับเปลี่ยนสูตรอาหารนี้เป็นกินอาหารสุขภาพ 5 วันทำการ และอด 2 วันจะได้ผลพอๆ กันหรือไม่

    ...

    อ.ดร.จอห์นซันแนะนำว่า 'first fortnight' = ปักษ์แรก (2 สัปดาห์) วัน ที่อดอาหาร (วันเว้นวัน) นั้นอาจกินอาหารต่ำได้จนถึง 500 แคลอรี (เน้นกินผักง่ายๆ เช่น ผักสลัด แตงกวา มะเขือเทศ ฯลฯ เป็นหลัก) ทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นกับว่า เป้าหมายคืออะไร

    ถ้า ต้องการลดน้ำหนัก... วันอดไม่ควรกินแคลอรี (กำลังงาน) เกิน 35% หรือประมาณ 1/3 ของวันไม่อด, ถ้าต้องการรักษาน้ำหนักให้คงที่ (ไม่กลับไปอ้วนใหม่ หรือน้ำหนักไม่เพิ่ม)... วันอดไม่ควรกินแคลอรี (กำลังงาน) เกิน 50-60% หรือประมาณ 1/2-2/3 ของวันไม่อด

    ...

    ข้อดี คือ วันไม่อดกินอาหารสุขภาพ (ควรงดอาหารทอด) มากหน่อยได้, อย่าลืมกินผัก ผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้กรองกาก) ให้มากพอ, ดื่มน้ำให้มากพอตลอดช่วงเวลากลางวัน (ถ้ากินน้ำมากกลางคืนอาจทำให้ต้องตื่นมาปัสสาวะ หรือฝันร้าย)

    แน่นอนว่า ควรออกแรง-ออกกำลังให้มากด้วย โดยใช้วิธีหนักวัน-เบาวันเช่นกัน (ฝึกหนักวันกินมาก-ฝึกเบาวันกินน้อย)

    ...

    ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ



    ปล. ผมไม่ใช่ หมอ และ ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


    ==============================================================================================================
    ______________________________________ .......L.. is thinking...., please wait.......

    mom007
    ...
    ...

    Posts : 60
    Joined : 19/11/2009
    Karma : 1

    Re: สุขภาพ ไม่มีปัญหา

    ตั้งหัวข้อ  mom007 on Tue Dec 08, 2009 11:00 am

    ตอนสาว46 ตอนไม่สาว64

    เป็นปลาวาฬน้ำมันลึก แถมห่วงยาง ไม่จมน้ำอีก

    อ่านแล้วได้conceptการลดน้ำหนักที่แปลกแตกต่าง

    เคยใช้ยา เกือบเด่ดสะมอเร่

    เคยอดข้าว แต่ทนไม่ไหว

    เคยเต้นaerobicจนเอวเคล็ด กลับบ้านกินๆๆๆเพราะเหนื่อย

    เคยๆๆๆอีกหลายอย่างแต่ไม่ชนะ

    สุดท้ายช่างมัน

    จะลอง alternate day dietซึ่งไม่ทรมาน

    ขอบคุณadmin ที่ให้ของดีแก่ผปค.และเด็กๆ


    ==============================================================================================================

    Teddy Bear
    ...
    ...

    Posts : 60
    Joined : 03/02/2009
    Karma : 0

    Re: สุขภาพ ไม่มีปัญหา

    ตั้งหัวข้อ  Teddy Bear on Wed Dec 09, 2009 8:41 am

    เป็นหมีไม่อ้วนก็ไม่น่ารักซิ จริงไหม
    อย่าลดน้ำหนักเยอะนะคะ อายุเท่านี้ความเหี่ยวจะถามหา
    เอาแค่พอดี พอดี ก็โอเคแล้วแหละ
    น้ำหนัก 64 ก็กำลังน่ารักนะคะ (ไม่เชื่อถามคนที่บ้านดู)
    แต่อย่าให้เพิ่มมากกว่านี้ก็แล้วกัน

    Admin
    .....
    .....

    Posts : 985
    Joined : 02/02/2009
    Location : somewhere in cyber space
    Karma : 1000001

    Re: สุขภาพ ไม่มีปัญหา

    ตั้งหัวข้อ  Admin on Wed Dec 09, 2009 12:01 pm

    อ้าว... ก็ก่อนหน้านี้ ฉันก็ กินๆๆ... นอนๆๆๆๆ... ไหง ไม่อ้วน...

    พอ40 อย่าได้เผลอเชียว....

    ข้าวขาหมู, ข้าวมันไก่, ปลาท่องโก๋, ข้าวเหนียวมะม่วง, กล้วยแขกทอด.... น่ากินทั้งนั้น...

    .
    .
    .
    .
    .
    .
    เคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง วิเคราะห์ว่า เป็นเพราะเราอยู่ในช่วงปรับตัว ให้สังเกตุ คนอ้วนมักจะอยู่ในช่วงวัย 35-40

    พอเลย 40 ป๊าบ... เราเริ่มรู้ตัว ก็จะปรับการใช้ชีวิต กินดี ออกกำลัง รักษาสุขภาพ....

    สังเกตุ คนอายุ เลย 45 ร่างกายจะกลับมาผอมลง+ ดูดีขึ้นตามวัย....

    ขอให้มันจริงเหอะ..... โอม.เพี้ยง...




    ==============================================================================================================
    ______________________________________ .......L.. is thinking...., please wait.......

      เวลาขณะนี้ Wed Dec 07, 2016 9:26 pm